Payment Gateway คืออะไร ทำงานยังไง ค่าธรรมเนียมเท่าไหร่
Payment Gateway คือ ระบบตัวกลางที่เชื่อมระหว่างหน้าชำระเงินของร้านค้ากับธนาคารของลูกค้า ทำหน้าที่เข้ารหัสข้อมูลบัตร ส่งไปขออนุมัติวงเงิน และแจ้งผลกลับมาให้ร้านค้าทราบภายในไม่กี่วินาที เปรียบได้กับเครื่องรูดบัตรเครดิตที่ย้ายขึ้นมาอยู่บนเว็บไซต์
สำหรับร้านที่ยังรับเงินด้วยการโอนแล้วนั่งเช็กสลิปทีละใบ ระบบนี้คือตัวที่เข้ามาแทนงานตรงนั้น ทั้งการยืนยันว่าเงินเข้าจริง การบันทึกรายการ และการแจ้งผลให้ลูกค้าทราบทันที
Payment Gateway ต่างจาก Payment Link กับ QR พร้อมเพย์อย่างไร
สามคำนี้คนมักใช้สลับกัน แต่จริง ๆ อยู่คนละระดับ
Payment Gateway คือระบบเบื้องหลังที่เชื่อมเว็บไซต์กับธนาคาร ตัดเงินและแจ้งผลอัตโนมัติ เหมาะกับร้านที่มีเว็บไซต์หรือแอปของตัวเองและมีออเดอร์เข้าต่อเนื่อง
Payment Link คือลิงก์ชำระเงินที่สร้างเป็นรายการ ๆ แล้วส่งให้ลูกค้าทางแชท เหมาะกับร้านที่ขายผ่านเพจหรือ LINE และยังไม่มีเว็บไซต์
QR พร้อมเพย์ คือหนึ่งช่องทางจ่ายเงิน ซึ่งอยู่ข้างใน Gateway ก็ได้ หรือใช้เดี่ยว ๆ ก็ได้ แต่ถ้าใช้เดี่ยวจะไม่มีระบบยืนยันยอดอัตโนมัติ ต้องกลับไปเช็กสลิปเองอยู่ดี
พูดให้เห็นภาพคือ Payment Link เป็นหน้าตาที่ลูกค้าเห็น Payment Gateway เป็นเครื่องยนต์ข้างใน และ QR พร้อมเพย์เป็นหนึ่งในช่องทางที่เครื่องยนต์นั้นรองรับ ร้านเล็กส่วนใหญ่จึงเริ่มจาก Payment Link ก่อน แล้วค่อยขยับมาใช้ Gateway เต็มรูปแบบเมื่อมีหน้าร้านออนไลน์ของตัวเอง
ขั้นตอนการทำงาน เกิดอะไรขึ้นใน 3 วินาที
เบื้องหลังปุ่มชำระเงินที่กดแล้วผ่านในไม่กี่วินาที มีขั้นตอนเกิดขึ้นตามลำดับนี้
เริ่มจากลูกค้ากรอกข้อมูล บนหน้าชำระเงินที่เข้ารหัสด้วย SSL ทั้งหมายเลขบัตร วันหมดอายุ และรหัสหลังบัตร
ข้อมูลถูกเข้ารหัสแล้วส่งต่อ ไปยัง Payment Gateway เพื่อป้องกันการดักจับระหว่างทาง
Gateway ส่งต่อไปยังเครือข่ายประมวลผล คือ Payment Processor ของธนาคารฝั่งร้านค้า แล้วส่งต่อไปยังเครือข่ายบัตรอย่าง Visa, Mastercard หรือ JCB
ธนาคารผู้ออกบัตรตรวจสอบและอนุมัติ ว่าบัตรใช้งานได้หรือไม่ วงเงินพอหรือไม่ และรายการมีความเสี่ยงทุจริตหรือไม่ แล้วส่งรหัสตอบกลับมาตามเส้นทางเดิม
ผลลัพธ์แสดงบนหน้าจอ ว่าชำระเงินสำเร็จหรือล้มเหลว ทั้งหมดนี้ใช้เวลาเพียงไม่กี่วินาที
เงินเข้าบัญชีในขั้นตอนสุดท้ายที่เรียกว่า Settlement ซึ่งไม่ได้เกิดขึ้นทันทีที่อนุมัติ โดยทั่วไปใช้เวลา 1-7 วันทำการขึ้นอยู่กับผู้ให้บริการและช่องทางที่ลูกค้าใช้ และเป็นยอดที่หักค่าธรรมเนียมแล้ว
จุดที่ร้านค้ามือใหม่มักเข้าใจผิดคือคิดว่าอนุมัติแล้วเงินเข้าเลย พอเห็นยอดในบัญชีไม่ตรงกับยอดขายในวันนั้นก็เข้าใจว่าระบบผิดพลาด ทั้งที่เป็นเรื่องปกติของรอบ Settlement
Payment Gateway มีกี่ประเภท
ในประเทศไทยแบ่งผู้ให้บริการออกเป็นสองกลุ่มใหญ่
แบบเชื่อมกับธนาคารโดยตรง (Bank) คือการสมัครใช้บริการกับธนาคาร เงินค่าสินค้าจะเข้าบัญชีที่เปิดไว้กับธนาคารนั้นโดยตรง ค่าธรรมเนียมต่อรายการมักต่ำกว่า แต่ต้องมีเงินฝากค้ำประกัน เอกสารเยอะ ส่วนใหญ่ต้องเป็นนิติบุคคล และใช้เวลาอนุมัตินานกว่า ตัวอย่างผู้ให้บริการกลุ่มนี้ เช่น K-Payment Gateway ของกสิกรไทย, SCB Payment Gateway ของไทยพาณิชย์, Krungsri Biz-Gateway ของกรุงศรีอยุธยา และ Merchant iPay ของกรุงเทพ
แบบใช้ผู้ให้บริการตัวกลาง (Non-Bank) คือผู้ให้บริการสาย FinTech ที่ทำหน้าที่รับชำระเงินแทนร้านค้า จุดเด่นคือสมัครง่ายและเร็วกว่า เอกสารไม่ซับซ้อน บางเจ้าบุคคลธรรมดาก็สมัครได้ และมักรองรับช่องทางหลากหลายกว่า รวมถึง e-Wallet และการชำระเงินจากต่างประเทศ ตัวอย่างเช่น Stripe, Omise, 2C2P และ PayPal
หลักการเลือกแบบสั้นที่สุดคือ ถ้าธุรกิจเพิ่งเปิดหรือยอดขายยังไม่นิ่ง แบบ Non-Bank ตอบโจทย์กว่า เพราะไม่ต้องกันเงินก้อนไว้ค้ำประกันและอนุมัติเร็ว แต่เมื่อยอดขายต่อเดือนสูงแล้ว ส่วนต่างค่าธรรมเนียมเพียง 0.5% ก็กลายเป็นเงินก้อนใหญ่ในรอบปี ตอนนั้นแบบ Bank จะคุ้มกว่า
ค่าธรรมเนียมมีกี่ก้อน
ค่าธรรมเนียมเป็นต้นทุนที่กินกำไรโดยตรง และเป็นเหตุผลอันดับหนึ่งที่ทำให้ร้านค้าย้ายผู้ให้บริการ โครงสร้างหลักมีสี่ก้อน
ค่าธรรมเนียมต่อรายการ (MDR) คิดเป็นเปอร์เซ็นต์ของยอดขาย เป็นก้อนใหญ่ที่สุดและควรเทียบก่อนเสมอ โดยทั่วไปบัตรเครดิตและบัตรเดบิตอยู่ราว 2.5-3.65% ส่วน QR พร้อมเพย์ต่ำกว่าที่ราว 1.65-1.80% และทุกอัตราคิดภาษีมูลค่าเพิ่ม 7% เพิ่มอีก
ค่าแรกเข้า (Setup Fee) จ่ายครั้งเดียวตอนเริ่ม ปัจจุบันหลายเจ้ายกเว้นให้
ค่าบริการรายเดือนหรือรายปี ผู้ให้บริการกลุ่ม Non-Bank ส่วนใหญ่ไม่คิด
ค่าธรรมเนียมถอนเงิน คิดต่อครั้งที่โอนเงินเข้าบัญชีธุรกิจ ก้อนนี้คนมักลืมคำนวณ ถ้าตั้งรอบถอนบ่อยเกินไปจะรวมเป็นเงินไม่น้อยในหนึ่งเดือน
อัตราจริงต่อรองได้ถ้ายอดขายสูง และเปลี่ยนแปลงเป็นระยะ จึงควรขออัตราล่าสุดจากผู้ให้บริการโดยตรงก่อนตัดสินใจ อย่าอ้างอิงจากบทความเปรียบเทียบเพียงอย่างเดียว
เรื่องที่คนมักตกไป เงินเข้าไม่เท่ายอดขาย
นี่คือจุดที่ทำให้บัญชีเพี้ยนบ่อยที่สุดสำหรับร้านที่เพิ่งเริ่มใช้ Payment Gateway
สมมติลูกค้าจ่ายด้วยบัตรเครดิต 1,000 บาท และผู้ให้บริการคิดค่าธรรมเนียม 3.65% ค่าธรรมเนียมจะเท่ากับ 36.50 บาท บวกภาษีมูลค่าเพิ่ม 7% ของค่าธรรมเนียมอีกราว 2.56 บาท รวมเป็นประมาณ 39.06 บาท ทำให้ยอดที่เข้าบัญชีจริงเหลือราว 960.94 บาท
สิ่งที่ต้องจำคือ รายได้ของร้านคือ 1,000 บาท ไม่ใช่ 960.94 บาท ส่วนต่างนั้นเป็นค่าใช้จ่ายของกิจการ ไม่ใช่รายได้ที่หายไป การบันทึกโดยเอายอดสุทธิที่เข้าบัญชีมาเป็นรายได้จึงทำให้ทั้งยอดขายและค่าใช้จ่ายต่ำกว่าความจริง และเมื่อถึงเวลาออกใบกำกับภาษี ต้องออกจากยอดเต็มที่เรียกเก็บจากลูกค้า ไม่ใช่ยอดที่เหลือหลังหักค่าธรรมเนียม
อีกเรื่องที่ควรถามนักบัญชีตั้งแต่ต้นคือ ใบกำกับภาษีของค่าธรรมเนียมที่ผู้ให้บริการออกให้ ใช้เป็นภาษีซื้อได้หรือไม่ และรายการนั้นต้องหักภาษี ณ ที่จ่ายหรือเปล่า เพราะขึ้นอยู่กับว่าผู้ให้บริการเป็นสถาบันการเงินหรือผู้ให้บริการทั่วไป ซึ่งมีแนวปฏิบัติต่างกัน
เลือกอย่างไรให้เหมาะกับธุรกิจ
สรุปเป็นสี่ข้อที่ควรถามตัวเองก่อนสมัคร
ข้อแรก ลูกค้าส่วนใหญ่จ่ายด้วยอะไร ถ้าเกือบทั้งหมดจ่ายผ่าน QR การไปเลือกเจ้าที่เด่นเรื่องบัตรเครดิตแต่คิด QR แพงกว่าก็ไม่คุ้ม
ข้อสอง ยอดขายต่อเดือนเท่าไหร่ ลองคูณ MDR กับยอดขายจริงของเดือนที่ผ่านมา จะเห็นทันทีว่าส่วนต่างระหว่างเจ้าคิดเป็นเงินเท่าไหร่ต่อปี
ข้อสาม รับเงินช้าได้แค่ไหน ถ้ากระแสเงินสดตึง รอบ Settlement ที่เร็วกว่าอาจสำคัญกว่าค่าธรรมเนียมที่ถูกกว่าเล็กน้อย
ข้อสี่ เชื่อมกับระบบที่ใช้อยู่ได้หรือไม่ ทั้งเว็บไซต์ ระบบขาย และระบบบัญชี เพราะถ้าต้องมานั่งคีย์รายการเข้าระบบเองทุกวัน ก็เท่ากับย้ายงานจากการเช็กสลิปไปเป็นการคีย์ข้อมูลแทน ไม่ได้ลดงานจริง
รายละเอียดเชิงลึกกว่านี้ ทั้งตารางเทียบ Bank กับ Non-Bank แบบรายปัจจัย อัตราค่าธรรมเนียมแยกตามช่องทาง และคำถามที่พบบ่อยเรื่องการสมัครในนามบุคคลธรรมดา อ่านเพิ่มเติมได้จากบทความPayment Gateway คืออะไรฉบับเต็ม ซึ่งมีตัวอย่างการคำนวณและข้อมูลผู้ให้บริการประกอบ
สรุป
Payment Gateway คือระบบตัวกลางที่รับข้อมูลการชำระเงิน ขออนุมัติจากธนาคาร และแจ้งผลกลับมาภายในไม่กี่วินาที โดยเงินจริงจะเข้าบัญชีในรอบ Settlement ภายหลัง ผู้ให้บริการแบ่งเป็นแบบธนาคารที่ค่าธรรมเนียมถูกกว่าแต่เงื่อนไขเข้มกว่า กับแบบ Non-Bank ที่สมัครง่ายและยืดหยุ่นกว่า สิ่งที่ควรเทียบก่อนเสมอคือค่าธรรมเนียมต่อรายการ เพราะเป็นก้อนใหญ่ที่สุด และอย่าลืมว่ายอดที่เข้าบัญชีไม่ใช่รายได้ รายได้คือยอดเต็มที่เรียกเก็บจากลูกค้า ส่วนที่ถูกหักไปคือค่าใช้จ่ายที่ต้องบันทึกแยกให้ถูกต้อง
สำหรับร้านที่ยังรับเงินด้วยการโอนแล้วนั่งเช็กสลิปทีละใบ ระบบนี้คือตัวที่เข้ามาแทนงานตรงนั้น ทั้งการยืนยันว่าเงินเข้าจริง การบันทึกรายการ และการแจ้งผลให้ลูกค้าทราบทันที
Payment Gateway ต่างจาก Payment Link กับ QR พร้อมเพย์อย่างไร
สามคำนี้คนมักใช้สลับกัน แต่จริง ๆ อยู่คนละระดับ
Payment Gateway คือระบบเบื้องหลังที่เชื่อมเว็บไซต์กับธนาคาร ตัดเงินและแจ้งผลอัตโนมัติ เหมาะกับร้านที่มีเว็บไซต์หรือแอปของตัวเองและมีออเดอร์เข้าต่อเนื่อง
Payment Link คือลิงก์ชำระเงินที่สร้างเป็นรายการ ๆ แล้วส่งให้ลูกค้าทางแชท เหมาะกับร้านที่ขายผ่านเพจหรือ LINE และยังไม่มีเว็บไซต์
QR พร้อมเพย์ คือหนึ่งช่องทางจ่ายเงิน ซึ่งอยู่ข้างใน Gateway ก็ได้ หรือใช้เดี่ยว ๆ ก็ได้ แต่ถ้าใช้เดี่ยวจะไม่มีระบบยืนยันยอดอัตโนมัติ ต้องกลับไปเช็กสลิปเองอยู่ดี
พูดให้เห็นภาพคือ Payment Link เป็นหน้าตาที่ลูกค้าเห็น Payment Gateway เป็นเครื่องยนต์ข้างใน และ QR พร้อมเพย์เป็นหนึ่งในช่องทางที่เครื่องยนต์นั้นรองรับ ร้านเล็กส่วนใหญ่จึงเริ่มจาก Payment Link ก่อน แล้วค่อยขยับมาใช้ Gateway เต็มรูปแบบเมื่อมีหน้าร้านออนไลน์ของตัวเอง
ขั้นตอนการทำงาน เกิดอะไรขึ้นใน 3 วินาที
เบื้องหลังปุ่มชำระเงินที่กดแล้วผ่านในไม่กี่วินาที มีขั้นตอนเกิดขึ้นตามลำดับนี้
เริ่มจากลูกค้ากรอกข้อมูล บนหน้าชำระเงินที่เข้ารหัสด้วย SSL ทั้งหมายเลขบัตร วันหมดอายุ และรหัสหลังบัตร
ข้อมูลถูกเข้ารหัสแล้วส่งต่อ ไปยัง Payment Gateway เพื่อป้องกันการดักจับระหว่างทาง
Gateway ส่งต่อไปยังเครือข่ายประมวลผล คือ Payment Processor ของธนาคารฝั่งร้านค้า แล้วส่งต่อไปยังเครือข่ายบัตรอย่าง Visa, Mastercard หรือ JCB
ธนาคารผู้ออกบัตรตรวจสอบและอนุมัติ ว่าบัตรใช้งานได้หรือไม่ วงเงินพอหรือไม่ และรายการมีความเสี่ยงทุจริตหรือไม่ แล้วส่งรหัสตอบกลับมาตามเส้นทางเดิม
ผลลัพธ์แสดงบนหน้าจอ ว่าชำระเงินสำเร็จหรือล้มเหลว ทั้งหมดนี้ใช้เวลาเพียงไม่กี่วินาที
เงินเข้าบัญชีในขั้นตอนสุดท้ายที่เรียกว่า Settlement ซึ่งไม่ได้เกิดขึ้นทันทีที่อนุมัติ โดยทั่วไปใช้เวลา 1-7 วันทำการขึ้นอยู่กับผู้ให้บริการและช่องทางที่ลูกค้าใช้ และเป็นยอดที่หักค่าธรรมเนียมแล้ว
จุดที่ร้านค้ามือใหม่มักเข้าใจผิดคือคิดว่าอนุมัติแล้วเงินเข้าเลย พอเห็นยอดในบัญชีไม่ตรงกับยอดขายในวันนั้นก็เข้าใจว่าระบบผิดพลาด ทั้งที่เป็นเรื่องปกติของรอบ Settlement
Payment Gateway มีกี่ประเภท
ในประเทศไทยแบ่งผู้ให้บริการออกเป็นสองกลุ่มใหญ่
แบบเชื่อมกับธนาคารโดยตรง (Bank) คือการสมัครใช้บริการกับธนาคาร เงินค่าสินค้าจะเข้าบัญชีที่เปิดไว้กับธนาคารนั้นโดยตรง ค่าธรรมเนียมต่อรายการมักต่ำกว่า แต่ต้องมีเงินฝากค้ำประกัน เอกสารเยอะ ส่วนใหญ่ต้องเป็นนิติบุคคล และใช้เวลาอนุมัตินานกว่า ตัวอย่างผู้ให้บริการกลุ่มนี้ เช่น K-Payment Gateway ของกสิกรไทย, SCB Payment Gateway ของไทยพาณิชย์, Krungsri Biz-Gateway ของกรุงศรีอยุธยา และ Merchant iPay ของกรุงเทพ
แบบใช้ผู้ให้บริการตัวกลาง (Non-Bank) คือผู้ให้บริการสาย FinTech ที่ทำหน้าที่รับชำระเงินแทนร้านค้า จุดเด่นคือสมัครง่ายและเร็วกว่า เอกสารไม่ซับซ้อน บางเจ้าบุคคลธรรมดาก็สมัครได้ และมักรองรับช่องทางหลากหลายกว่า รวมถึง e-Wallet และการชำระเงินจากต่างประเทศ ตัวอย่างเช่น Stripe, Omise, 2C2P และ PayPal
หลักการเลือกแบบสั้นที่สุดคือ ถ้าธุรกิจเพิ่งเปิดหรือยอดขายยังไม่นิ่ง แบบ Non-Bank ตอบโจทย์กว่า เพราะไม่ต้องกันเงินก้อนไว้ค้ำประกันและอนุมัติเร็ว แต่เมื่อยอดขายต่อเดือนสูงแล้ว ส่วนต่างค่าธรรมเนียมเพียง 0.5% ก็กลายเป็นเงินก้อนใหญ่ในรอบปี ตอนนั้นแบบ Bank จะคุ้มกว่า
ค่าธรรมเนียมมีกี่ก้อน
ค่าธรรมเนียมเป็นต้นทุนที่กินกำไรโดยตรง และเป็นเหตุผลอันดับหนึ่งที่ทำให้ร้านค้าย้ายผู้ให้บริการ โครงสร้างหลักมีสี่ก้อน
ค่าธรรมเนียมต่อรายการ (MDR) คิดเป็นเปอร์เซ็นต์ของยอดขาย เป็นก้อนใหญ่ที่สุดและควรเทียบก่อนเสมอ โดยทั่วไปบัตรเครดิตและบัตรเดบิตอยู่ราว 2.5-3.65% ส่วน QR พร้อมเพย์ต่ำกว่าที่ราว 1.65-1.80% และทุกอัตราคิดภาษีมูลค่าเพิ่ม 7% เพิ่มอีก
ค่าแรกเข้า (Setup Fee) จ่ายครั้งเดียวตอนเริ่ม ปัจจุบันหลายเจ้ายกเว้นให้
ค่าบริการรายเดือนหรือรายปี ผู้ให้บริการกลุ่ม Non-Bank ส่วนใหญ่ไม่คิด
ค่าธรรมเนียมถอนเงิน คิดต่อครั้งที่โอนเงินเข้าบัญชีธุรกิจ ก้อนนี้คนมักลืมคำนวณ ถ้าตั้งรอบถอนบ่อยเกินไปจะรวมเป็นเงินไม่น้อยในหนึ่งเดือน
อัตราจริงต่อรองได้ถ้ายอดขายสูง และเปลี่ยนแปลงเป็นระยะ จึงควรขออัตราล่าสุดจากผู้ให้บริการโดยตรงก่อนตัดสินใจ อย่าอ้างอิงจากบทความเปรียบเทียบเพียงอย่างเดียว
เรื่องที่คนมักตกไป เงินเข้าไม่เท่ายอดขาย
นี่คือจุดที่ทำให้บัญชีเพี้ยนบ่อยที่สุดสำหรับร้านที่เพิ่งเริ่มใช้ Payment Gateway
สมมติลูกค้าจ่ายด้วยบัตรเครดิต 1,000 บาท และผู้ให้บริการคิดค่าธรรมเนียม 3.65% ค่าธรรมเนียมจะเท่ากับ 36.50 บาท บวกภาษีมูลค่าเพิ่ม 7% ของค่าธรรมเนียมอีกราว 2.56 บาท รวมเป็นประมาณ 39.06 บาท ทำให้ยอดที่เข้าบัญชีจริงเหลือราว 960.94 บาท
สิ่งที่ต้องจำคือ รายได้ของร้านคือ 1,000 บาท ไม่ใช่ 960.94 บาท ส่วนต่างนั้นเป็นค่าใช้จ่ายของกิจการ ไม่ใช่รายได้ที่หายไป การบันทึกโดยเอายอดสุทธิที่เข้าบัญชีมาเป็นรายได้จึงทำให้ทั้งยอดขายและค่าใช้จ่ายต่ำกว่าความจริง และเมื่อถึงเวลาออกใบกำกับภาษี ต้องออกจากยอดเต็มที่เรียกเก็บจากลูกค้า ไม่ใช่ยอดที่เหลือหลังหักค่าธรรมเนียม
อีกเรื่องที่ควรถามนักบัญชีตั้งแต่ต้นคือ ใบกำกับภาษีของค่าธรรมเนียมที่ผู้ให้บริการออกให้ ใช้เป็นภาษีซื้อได้หรือไม่ และรายการนั้นต้องหักภาษี ณ ที่จ่ายหรือเปล่า เพราะขึ้นอยู่กับว่าผู้ให้บริการเป็นสถาบันการเงินหรือผู้ให้บริการทั่วไป ซึ่งมีแนวปฏิบัติต่างกัน
เลือกอย่างไรให้เหมาะกับธุรกิจ
สรุปเป็นสี่ข้อที่ควรถามตัวเองก่อนสมัคร
ข้อแรก ลูกค้าส่วนใหญ่จ่ายด้วยอะไร ถ้าเกือบทั้งหมดจ่ายผ่าน QR การไปเลือกเจ้าที่เด่นเรื่องบัตรเครดิตแต่คิด QR แพงกว่าก็ไม่คุ้ม
ข้อสอง ยอดขายต่อเดือนเท่าไหร่ ลองคูณ MDR กับยอดขายจริงของเดือนที่ผ่านมา จะเห็นทันทีว่าส่วนต่างระหว่างเจ้าคิดเป็นเงินเท่าไหร่ต่อปี
ข้อสาม รับเงินช้าได้แค่ไหน ถ้ากระแสเงินสดตึง รอบ Settlement ที่เร็วกว่าอาจสำคัญกว่าค่าธรรมเนียมที่ถูกกว่าเล็กน้อย
ข้อสี่ เชื่อมกับระบบที่ใช้อยู่ได้หรือไม่ ทั้งเว็บไซต์ ระบบขาย และระบบบัญชี เพราะถ้าต้องมานั่งคีย์รายการเข้าระบบเองทุกวัน ก็เท่ากับย้ายงานจากการเช็กสลิปไปเป็นการคีย์ข้อมูลแทน ไม่ได้ลดงานจริง
รายละเอียดเชิงลึกกว่านี้ ทั้งตารางเทียบ Bank กับ Non-Bank แบบรายปัจจัย อัตราค่าธรรมเนียมแยกตามช่องทาง และคำถามที่พบบ่อยเรื่องการสมัครในนามบุคคลธรรมดา อ่านเพิ่มเติมได้จากบทความPayment Gateway คืออะไรฉบับเต็ม ซึ่งมีตัวอย่างการคำนวณและข้อมูลผู้ให้บริการประกอบ
สรุป
Payment Gateway คือระบบตัวกลางที่รับข้อมูลการชำระเงิน ขออนุมัติจากธนาคาร และแจ้งผลกลับมาภายในไม่กี่วินาที โดยเงินจริงจะเข้าบัญชีในรอบ Settlement ภายหลัง ผู้ให้บริการแบ่งเป็นแบบธนาคารที่ค่าธรรมเนียมถูกกว่าแต่เงื่อนไขเข้มกว่า กับแบบ Non-Bank ที่สมัครง่ายและยืดหยุ่นกว่า สิ่งที่ควรเทียบก่อนเสมอคือค่าธรรมเนียมต่อรายการ เพราะเป็นก้อนใหญ่ที่สุด และอย่าลืมว่ายอดที่เข้าบัญชีไม่ใช่รายได้ รายได้คือยอดเต็มที่เรียกเก็บจากลูกค้า ส่วนที่ถูกหักไปคือค่าใช้จ่ายที่ต้องบันทึกแยกให้ถูกต้อง
-
ราคา : 0 บาท
เรื่องที่คุณอาจสนใจ
สถานที่/ตำแหน่งร้าน
สถานที่ :
เรื่องที่คุณอาจสนใจ





