ภพ36 กับ ภงด54 จ่ายเงินไปต่างประเทศ ต้องยื่นแบบไหน

ช่วยแนะนำร้านให้เพื่อน
ภ.พ.36 กับ ภ.ง.ด.54 จ่ายเงินไปต่างประเทศ ต้องยื่นแบบไหน

ภ.พ.36 คือแบบนำส่งภาษีมูลค่าเพิ่มที่ผู้จ่ายเงินในไทยต้องยื่นแทนผู้ขายหรือผู้ให้บริการที่อยู่ต่างประเทศ เพราะผู้ขายที่ไม่ได้ประกอบกิจการในไทยไม่มีหน้าที่เก็บและนำส่ง VAT 7% เอง กฎหมายจึงย้ายหน้าที่นี้มาให้ผู้ซื้อในประเทศแทน

จุดที่หลายกิจการพลาดไม่ใช่การไม่รู้ว่ามีแบบนี้อยู่ แต่คือการเข้าใจว่าจ่ายเงินไปต่างประเทศแล้วยื่นแบบเดียวจบ ทั้งที่ในความเป็นจริง การจ่ายเงินก้อนเดียวอาจก่อภาระภาษีสองตัวพร้อมกัน คือ ภ.พ.36 สำหรับภาษีมูลค่าเพิ่ม และ ภ.ง.ด.54 สำหรับภาษีหัก ณ ที่จ่าย ซึ่งเป็นคนละเรื่องกันโดยสิ้นเชิง

สองแบบนี้ตอบคนละคำถาม

วิธีจำที่ง่ายที่สุดคือแยกว่าแต่ละแบบถามอะไร

ภ.พ.36 ถามว่า "บริการนี้ถูกใช้ในไทยหรือไม่ และเราจด VAT หรือไม่" ถ้าใช้บริการในไทยและกิจการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม ก็ต้องนำส่ง VAT 7% แทนผู้ขายต่างประเทศ โดยเงินก้อนนี้ไม่ใช่ต้นทุนที่หายไป เพราะนำใบเสร็จจากกรมสรรพากรกลับมาใช้เป็นภาษีซื้อได้

ภ.ง.ด.54 ถามว่า "เงินที่จ่ายเป็นเงินได้ประเภทไหน" ตามมาตรา 70 แห่งประมวลรัษฎากร ผู้จ่ายมีหน้าที่หักภาษี ณ ที่จ่ายเมื่อจ่ายเงินได้ตามมาตรา 40(2) ถึง 40(6) ให้บริษัทต่างประเทศที่ไม่ได้ประกอบกิจการในไทย ส่วนเงินได้ประเภทอื่นที่ไม่อยู่ในกลุ่มนี้ ไม่ต้องหัก

เพราะเกณฑ์ต่างกันคนละแกน จึงเป็นไปได้ทั้งสี่แบบ คือต้องยื่นทั้งคู่ ยื่นแค่ตัวใดตัวหนึ่ง หรือไม่ต้องยื่นเลย

ตัวอย่างที่เจอบ่อยที่สุด ค่าโฆษณาแพลตฟอร์มต่างชาติ

ค่าโฆษณาที่จ่ายให้ Meta, Google หรือ TikTok ถือเป็นเงินได้ตามมาตรา 40(8) ซึ่งเป็นกำไรจากธุรกิจทั่วไป ไม่ได้อยู่ในกลุ่ม 40(2) ถึง 40(6) ที่มาตรา 70 กำหนดให้หัก จึงไม่ต้องหักภาษี ณ ที่จ่ายและไม่ต้องยื่น ภ.ง.ด.54

แต่ในทางกลับกัน ถ้ากิจการจดทะเบียน VAT ยังต้องยื่น ภ.พ.36 นำส่ง VAT 7% อยู่ เพราะเป็นบริการที่ใช้ในประเทศไทย

นี่คือจุดที่คนสับสนมากที่สุด หลายคนได้ยินว่า "ค่าโฆษณาไม่ต้องหักภาษี" แล้วเข้าใจไปว่าไม่ต้องยื่นอะไรเลย ซึ่งเป็นคนละเรื่องกัน สิ่งที่ไม่ต้องทำคือการหัก ณ ที่จ่าย ส่วนการนำส่ง VAT ยังต้องทำตามปกติ

ตัวอย่างที่ต้องยื่นทั้งสองแบบ

กลับกัน ถ้าจ่ายค่าลิขสิทธิ์ซอฟต์แวร์ให้บริษัทต่างประเทศ เงินได้ประเภทนี้จัดเป็นค่าสิทธิตามมาตรา 40(3) ซึ่งอยู่ในกลุ่มที่มาตรา 70 กำหนดให้หัก อัตราตามกฎหมายภายในคือ 15% แต่หากประเทศของผู้รับเงินมีอนุสัญญาภาษีซ้อนกับไทย อาจใช้อัตราที่ต่ำกว่าได้ เช่น กรณีค่าซอฟต์แวร์ที่จ่ายไปสหรัฐอเมริกาซึ่งอนุสัญญากำหนดอัตราไว้ต่ำกว่าอัตราทั่วไป

ในกรณีนี้ ผู้จ่ายจึงต้องยื่นทั้ง ภ.ง.ด.54 เพื่อนำส่งภาษีหัก ณ ที่จ่าย และ ภ.พ.36 เพื่อนำส่ง VAT 7% ในเดือนเดียวกัน

ค่าที่ปรึกษาที่จ่ายให้บริษัทต่างประเทศก็อยู่ในกลุ่มเดียวกัน เพราะจัดเป็นเงินได้ตามมาตรา 40(2) ซึ่งต้องหักภาษี ณ ที่จ่ายเช่นกัน

การจะใช้อัตราตามอนุสัญญาภาษีซ้อนต้องมีเอกสารประกอบ โดยเฉพาะหนังสือรับรองถิ่นที่อยู่ทางภาษีของผู้รับเงิน ดังนั้นถ้าคิดจะใช้อัตราที่ต่ำกว่า 15% ควรขอเอกสารจากคู่ค้าไว้ตั้งแต่ตอนทำสัญญา ไม่ใช่ไปตามหาตอนสรรพากรเรียกตรวจ

กำหนดเวลาตรงกันพอดี แต่คนละแบบ

ทั้ง ภ.พ.36 และ ภ.ง.ด.54 มีกำหนดยื่นภายใน 7 วันนับแต่วันสิ้นเดือนที่จ่ายเงิน หรือเข้าใจง่าย ๆ คือภายในวันที่ 7 ของเดือนถัดไป และหากยื่นผ่านระบบออนไลน์จะได้รับการขยายเวลาออกไปอีก

ข้อดีของการที่กำหนดเวลาตรงกันคือจัดรอบงานได้ง่าย ถ้าเดือนไหนมีรายการจ่ายไปต่างประเทศ ให้ตรวจทีเดียวว่ารายการนั้นเข้าข่ายแบบใดบ้าง แล้วเตรียมยื่นพร้อมกันในรอบเดียว

ส่วนที่ต้องระวังคือ ภ.พ.36 มีขั้นตอนต่อเนื่องอีกหนึ่งขั้น เพราะใบเสร็จที่ได้จากกรมสรรพากรต้องนำไปใช้เป็นภาษีซื้อในเดือนถัดไป ถ้าลืมนำไปรวมใน ภ.พ.30 ก็เท่ากับจ่าย VAT ไปแล้วแต่ไม่ได้เครดิตกลับมา ซึ่งเป็นการเสียเงินฟรีทั้งที่มีสิทธิ์อยู่แล้ว

รายละเอียดเรื่องวิธียื่น การบันทึกบัญชี อายุการใช้งานของใบเสร็จ และอัตราค่าปรับกรณียื่นล่าช้าของภ.พ.36 มีสรุปไว้ครบพร้อมตัวอย่างการคำนวณ อ่านประกอบก่อนยื่นรอบแรกจะช่วยลดข้อผิดพลาดได้มาก

รายการที่คนมักเข้าใจผิดว่าต้องยื่น ภ.พ.36

มีบางรายการที่จ่ายไปต่างประเทศแต่ไม่เข้าข่าย ภ.พ.36 ซึ่งควรแยกให้ออก

การนำเข้าสินค้า ไม่ได้ใช้ ภ.พ.36 เพราะ VAT ของสินค้านำเข้าถูกเรียกเก็บที่ด่านศุลกากรตอนนำเข้าอยู่แล้ว หลักฐานที่ใช้เป็นภาษีซื้อคือใบเสร็จรับเงินของกรมศุลกากร ไม่ใช่ใบเสร็จ ภ.พ.36

บริการที่ใช้ในต่างประเทศทั้งหมด เช่น ค่าที่พักหรือค่าบริการที่เกิดขึ้นและใช้จริงในต่างประเทศ ไม่ถือเป็นบริการที่ใช้ในราชอาณาจักร จึงไม่อยู่ในขอบเขตของ ภ.พ.36

กิจการที่ไม่ได้จดทะเบียน VAT ตามกฎหมาย e-Service ที่มีผลตั้งแต่วันที่ 1 กันยายน 2564 แพลตฟอร์มต่างประเทศที่ให้บริการในไทยต้องจดทะเบียน VAT และนำส่งภาษีเอง เฉพาะส่วนที่เรียกเก็บจากผู้บริโภคและผู้ประกอบการที่ไม่ได้จด VAT ดังนั้นกิจการที่ยังไม่จด VAT จึงไม่ต้องยื่น ภ.พ.36 แต่ก็จะถูกคิด VAT รวมในราคาค่าบริการแทน และไม่ได้เครดิตภาษีซื้อกลับมา

เรื่องที่ควรทำให้เป็นระบบ

จากประสบการณ์ที่พบบ่อย ปัญหาเรื่องนี้มักไม่ได้เกิดจากความไม่รู้ แต่เกิดจากรายการจ่ายต่างประเทศกระจายอยู่หลายที่ ทั้งบัตรเครดิตของเจ้าของ บัญชีบริษัท และการตัดเงินอัตโนมัติรายเดือนของบริการที่สมัครไว้นานแล้ว พอถึงเวลาปิดรอบจึงตกหล่น

สิ่งที่ช่วยได้จริงมีสามอย่าง หนึ่งคือทำรายการบริการต่างประเทศที่ตัดเงินอัตโนมัติทั้งหมดไว้เป็นรายการเดียว แล้วเช็กทุกเดือนว่าครบไหม สองคือแจ้งเลขประจำตัวผู้เสียภาษีกับแพลตฟอร์มที่ใช้ให้เรียบร้อย เพื่อไม่ให้ถูกคิด VAT ซ้ำในราคาค่าบริการทั้งที่เราต้องนำส่งเองอยู่แล้ว และสามคือแยกประเภทเงินได้ของแต่ละรายการไว้ตั้งแต่ตอนบันทึกค่าใช้จ่าย ว่ารายการไหนเป็นค่าโฆษณา รายการไหนเป็นค่าสิทธิ เพราะสองอย่างนี้มีภาระภาษีต่างกัน

สรุป

ภ.พ.36 คือแบบนำส่ง VAT 7% แทนผู้ขายต่างประเทศ ซึ่งกิจการที่จดทะเบียน VAT และใช้บริการจากต่างประเทศในไทยมีหน้าที่ยื่นภายในวันที่ 7 ของเดือนถัดไป และนำใบเสร็จมาเคลมเป็นภาษีซื้อได้ ส่วน ภ.ง.ด.54 เป็นคนละเรื่อง คือภาษีหัก ณ ที่จ่ายที่ดูจากประเภทของเงินได้ ค่าโฆษณาแพลตฟอร์มต่างชาติจึงยื่นแค่ ภ.พ.36 แต่ค่าลิขสิทธิ์ซอฟต์แวร์หรือค่าที่ปรึกษาต้องยื่นทั้งสองแบบ วิธีที่ปลอดภัยที่สุดคือแยกประเภทค่าใช้จ่ายให้ชัดตั้งแต่ตอนบันทึก แล้วตรวจรายการจ่ายต่างประเทศทั้งหมดพร้อมกันทุกสิ้นเดือนภ.พ.36 กับ ภ.ง.ด.54 จ่ายเงินไปต่างประเทศ ต้องยื่นแบบไหน
เรื่องที่คุณอาจสนใจ

สถานที่/ตำแหน่งร้าน

สถานที่ :

เรื่องที่คุณอาจสนใจ