ต้อกระจก คืออะไร รู้ทันอาการ สาเหตุ และวิธีรักษาก่อนสายเกินไป

ช่วยแนะนำร้านให้เพื่อน
ต้อกระจกคืออะไร ทำไมถึงเป็นเรื่องที่ต้องรู้
ต้อกระจก (Cataract) คือภาวะที่เลนส์ตาซึ่งปกติมีลักษณะใสและโปร่งแสง เกิดการขุ่นมัวขึ้นอย่างช้า ๆ จนกระทั่งแสงไม่สามารถผ่านเข้าสู่จอประสาทตาได้อย่างเต็มที่ ผลที่ตามมาคือการมองเห็นพร่ามัวเหมือนมองผ่านกระจกฝ้า ยิ่งเลนส์ขุ่นมากเท่าไหร่ การมองเห็นก็ยิ่งแย่ลงตามลำดับ
โรคนี้ไม่ได้เกิดขึ้นพร้อมกัน แต่ค่อย ๆ พัฒนาตามกาลเวลา ซึ่งทำให้หลายคนมองข้ามสัญญาณเริ่มต้นไปโดยไม่รู้ตัว จนกว่าจะรู้สึกว่าการมองเห็นเริ่มรบกวนชีวิตประจำวันอย่างเห็นได้ชัด

-------------------------------------------------------------------------------------------------

กลุ่มเสี่ยงและสถิติที่น่าตื่นตา
ต้อกระจกพบมากในผู้สูงอายุ โดยเฉพาะผู้ที่มีอายุตั้งแต่ 50 ปีขึ้นไป ข้อมูลทางการแพทย์ระบุว่าในกลุ่มอายุ 55–64 ปี พบต้อกระจกประมาณ 40% ส่วนกลุ่มอายุ 65–74 ปี ขยับขึ้นมาอยู่ที่ราว 50% และในผู้ที่มีอายุเกิน 74 ปี พบสูงถึงกว่า 90%
ตัวเลขเหล่านี้บอกชัดว่าต้อกระจกไม่ใช่โรคหายาก แต่เป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการเสื่อมตามธรรมชาติที่คนส่วนใหญ่อาจต้องเผชิญหากมีอายุยืนยาว

-------------------------------------------------------------------------------------------------

สาเหตุของต้อกระจก มีอะไรบ้าง
สาเหตุหลักที่พบมากที่สุดคือ ความเสื่อมตามวัย เมื่ออายุมากขึ้น โปรตีนซึ่งเป็นองค์ประกอบสำคัญของเลนส์ตาจะเริ่มเสื่อมสภาพ ส่งผลให้เลนส์ขุ่นและแข็งขึ้นอย่างค่อยเป็นค่อยไปแต่ความชราไม่ใช่สาเหตุเดียว ยังมีปัจจัยอื่นที่เร่งให้เกิดต้อกระจกได้เร็วขึ้น ได้แก่
- โรคประจำตัว เช่น เบาหวาน ต่อมไทรอยด์ทำงานผิดปกติ หรือโรคที่ส่งผลต่อระบบเมตาบอลิซึม ล้วนเป็นปัจจัยเสริมที่ทำให้เลนส์ตาเสื่อมเร็วกว่าปกติ โดยเฉพาะผู้ป่วยเบาหวานที่ควบคุมระดับน้ำตาลได้ไม่ดีมีความเสี่ยงสูงกว่าค่าเฉลี่ยชัดเจน
- รังสีอัลตราไวโอเลต การรับแสง UV จากดวงอาทิตย์สะสมเป็นเวลานานโดยไม่ป้องกัน เป็นอีกหนึ่งตัวเร่งที่มักถูกมองข้าม โดยเฉพาะในประเทศไทยที่มีแสงแดดจัดตลอดทั้งปี
- การใช้ยาสเตียรอยด์ระยะยาว ยากลุ่มนี้ไม่ว่าจะเป็นยาหยอดตา ยากิน หรือยาสูดพ่น หากใช้ต่อเนื่องเป็นเวลานาน อาจกระตุ้นให้เกิดต้อกระจกได้เช่นกัน
- การได้รับบาดเจ็บที่ดวงตา หรือประวัติการผ่าตัดตาในอดีต
- ปัจจัยแต่กำเนิด เด็กบางคนเกิดมาพร้อมกับต้อกระจกตั้งแต่แรกเกิด ซึ่งอาจเกิดจากมารดาติดเชื้อหัดเยอรมันหรือโรคบางชนิดระหว่างตั้งครรภ์

-------------------------------------------------------------------------------------------------

อาการของต้อกระจกที่ต้องระวัง
อาการในระยะแรกมักเป็นเรื่องเล็กน้อยที่หลายคนเข้าใจผิดว่าแค่ต้องเปลี่ยนแว่นสายตาใหม่ แต่หากสังเกตให้ดีจะพบสัญญาณเหล่านี้
- ตามัวหรือพร่ามัว แม้จะใส่แว่นก็ยังไม่ชัดขึ้น เป็นสัญญาณที่พบบ่อยที่สุด โดยเฉพาะการมองเห็นในที่สว่างกลับแย่ลง เพราะแสงจากรูม่านตาที่หดตัวทำให้ผ่านบริเวณขุ่นของเลนส์มากขึ้น
- มองเห็นแสงไฟแตกกระจายเป็นแฉก โดยเฉพาะตอนกลางคืนหรือขณะขับรถ ซึ่งเป็นอาการที่กระทบต่อความปลอดภัยโดยตรง
- เห็นภาพซ้อน หรือมองเห็นสีเพี้ยนไปจากความเป็นจริง เช่น สีขาวดูเหลืองหรือซีดลง
ต้องการแสงสว่างมากขึ้นในการทำกิจกรรมต่าง ๆ เช่น อ่านหนังสือหรือทำงาน
เมื่อต้อกระจกพัฒนาไปมากขึ้น จะสังเกตเห็นฝ้าขาวบริเวณรูม่านตาซึ่งปกติจะมีสีดำ หากปล่อยทิ้งไว้จนถึงระยะนี้โดยไม่รักษา อาจนำไปสู่ภาวะแทรกซ้อนร้ายแรง เช่น ต้อหิน หรือการอักเสบภายในลูกตาได้

-------------------------------------------------------------------------------------------------

ระยะของต้อกระจก จากเริ่มต้นสู่สุกเกิน
ต้อกระจกมีพัฒนาการเป็น 4 ระยะหลัก ได้แก่
1. ระยะเริ่มต้น เลนส์เริ่มขุ่นเล็กน้อย การมองเห็นยังไม่เปลี่ยนแปลงมากนัก สามารถปรับด้วยการเปลี่ยนแว่นสายตาได้ชั่วคราว
2. ระยะกลาง การมองเห็นแย่ลงอย่างเห็นได้ชัด แว่นสายตาเริ่มช่วยได้น้อยลง และเริ่มรบกวนกิจวัตรประจำวัน
3. ระยะสุก เลนส์ขุ่นมากจนแข็งตัว การมองเห็นลดลงอย่างมีนัยสำคัญ จำเป็นต้องรับการผ่าตัดโดยเร็ว
4. ระยะสุกเกิน โครงสร้างภายในเลนส์เริ่มสลายตัว อาจเกิดการอักเสบรุนแรงและนำไปสู่ต้อหินหรือตาบอดได้ในที่สุด การรักษาในระยะนี้ยากขึ้นมากและต้องเปิดแผลใหญ่กว่า

-------------------------------------------------------------------------------------------------

วิธีรักษาต้อกระจก
ความจริงที่ต้องรู้คือ ไม่มียากิน ยาหยอดตา หรือวิธีใดที่จะทำให้เลนส์ขุ่นกลับมาใสได้ การผ่าตัดเป็นทางรักษาเดียวที่ได้ผลจริง ในระยะแรก หากต้อกระจกยังไม่กระทบการดำเนินชีวิต แพทย์จะแนะนำให้ใส่แว่นสายตาที่เหมาะสม สวมแว่นกันแดดป้องกัน UV และติดตามอาการอย่างต่อเนื่อง เมื่อถึงเวลาต้องผ่าตัด วิธีที่นิยมและได้ผลดีที่สุดในปัจจุบันคือการสลายต้อกระจกด้วยคลื่นเสียงความถี่สูง (Phacoemulsification) แพทย์จะกรีดกระจกตาให้เกิดช่องขนาดเล็กเพียง 3 มิลลิเมตร สอดเครื่องมือเข้าไปปล่อยคลื่นเสียงสลายเลนส์ที่ขุ่น แล้วดูดออก จากนั้นใส่เลนส์ตาเทียม (IOL) เข้าไปแทนที่

-------------------------------------------------------------------------------------------------

การดูแลตัวเองหลังผ่าตัดต้อกระจก
การฟื้นตัวหลังผ่าตัดต้อกระจกค่อนข้างรวดเร็ว แต่มีข้อปฏิบัติที่ต้องทำอย่างเคร่งครัดในช่วง 1–4 สัปดาห์แรก ห้ามขยี้หรือกดดวงตาข้างที่ผ่าตัดเด็ดขาด ควรสวมที่ครอบตาพลาสติกขณะนอนหลับเพื่อป้องกันการกระทบโดยไม่รู้ตัว หลีกเลี่ยงการก้มหน้า ยกของหนัก ออกกำลังกายหักโหม และงดให้น้ำเข้าดวงตาตามระยะเวลาที่แพทย์กำหนด ต้องหยอดยาตามคำแนะนำอย่างสม่ำเสมอและมาพบแพทย์ตามนัดทุกครั้ง ผลลัพธ์ที่น่ายินดีคือ ตาข้างที่ผ่าตัดแล้วจะไม่กลับมาเป็นต้อกระจกซ้ำ เพราะเลนส์ตาเทียมที่ฝังเข้าไปนั้นคงทนถาวรตลอดชีวิต

-------------------------------------------------------------------------------------------------

ป้องกันต้อกระจกได้ไหม และทำอย่างไร
แม้ต้อกระจกจากความเสื่อมตามวัยจะยากต่อการป้องกันอย่างสมบูรณ์ แต่สามารถชะลอการเกิดและลดความเสี่ยงได้ด้วยการดูแลสุขภาพตาในชีวิตประจำวัน สวมแว่นกันแดดที่กรองรังสี UV ได้ 100% ทุกครั้งที่ออกไปในที่แสงแดดจัด ควบคุมโรคประจำตัวโดยเฉพาะเบาหวานให้ดี งดสูบบุหรี่เพราะควันบุหรี่เร่งการเสื่อมของเลนส์ตา รับประทานอาหารที่มีสารต้านอนุมูลอิสระ เช่น ผักและผลไม้สีสด และที่สำคัญคือตรวจสุขภาพตากับจักษุแพทย์อย่างน้อยปีละครั้งหลังอายุ 40 ปี เพื่อจับสัญญาณผิดปกติได้ตั้งแต่เนิ่น ๆ

-------------------------------------------------------------------------------------------------

เมื่อไหร่ควรไปพบจักษุแพทย์
หากรู้สึกว่าการมองเห็นพร่ามัว แม้จะเปลี่ยนแว่นใหม่แล้วก็ยังไม่ดีขึ้น หรือเริ่มมองเห็นแสงกระจายตอนกลางคืน เห็นสีผิดเพี้ยน หรือสังเกตเห็นฝ้าขาวในดวงตา ควรนัดพบจักษุแพทย์โดยเร็วอย่าปล่อยทิ้งไว้


บทความนี้จัดทำขึ้นเพื่อให้ความรู้ทั่วไปเกี่ยวกับต้อกระจก ไม่ใช่คำแนะนำทางการแพทย์ หากมีอาการผิดปกติหรือข้อสงสัย ควรปรึกษาจักษุแพทย์โดยตรง
เรื่องที่คุณอาจสนใจ

สถานที่/ตำแหน่งร้าน

สถานที่ :

เรื่องที่คุณอาจสนใจ